top of page

Forum Posts

Admin
Mar 10, 2019
In All Around Shoes
ความเป็นมาของรองเท้า หรือ Shoes' timeline แอดมินขอซูฮ๊กในความสามารถของปัญญามนุษย์ที่สามารถคิดค้นประดิษฐ์รองเท้ามาใส่ตั้งแต่สมัย 40,000 ปี ก่อนคริสตกาล และ คนทำ infographic อันแสนยาวเหยียด อย่าง < lifestylebyps.com > ในรูปยาวๆด้านล่างนี้ อย่างมากเลยค่ะ แต่ก่อนจะไปถึงรูปด้านล่าง รูปนี้คือ รองเท้าของคนช่วง 1500 ปี ก่อนคริสตกาล หรือประมาณช่วงอียิปต์เด้อ เป็นลทพิสูจน์จริงๆว่า ความคิดสร้างสรรค์และงานฝีมือของมนุษณ์นี่เจ๋งจริง จากรูปจาก< Credit : https://www.vam.ac.uk/shoestimeline/ >
ความเป็นมาของรองเท้า content media
0
0
5
Admin
Mar 10, 2019
In Shoes & Style
เข้าใจหุ่นของตัวเองก่อน จึงค่อยๆเริ่มจัดสรรปันส่วน บริหารการแต่งกายของตัวเองทีละส่วนๆ ลำดับต่อไปเราก็มาดูเรื่องของรูปร่างของผู้หญิงกันก่อนเน๊อะ 1. รูปร่างแบบไม้บรรทัด หรือ ทรงตรง (ในที่นี้ไม่ใช่ว่าจะตรงแด่วแบบไม้บรรทัดเป๊ะนะคะ) ผู้หญิงกลุ่มที่มีรูปร่างแบบนี้ หมายความว่ามีสัดส่วนอก เอว สะโพกต่างกันไม่มาก ถ้าให้เรียกง่ายๆก็เหมือนกันโอลีฟของป็อปอายเวอร์ชั่นโลกแห่งความจริง คือเป็นหุ่นที่ถ้าไม่ตรงแด่วมากๆ ก็คือสมส่วนกำลังดีนะ หุ่นแบบนี้ ส่วนใหญ่แล้วสาวๆที่ออกกำลังกายเน้น สควอชส์ หรือ บริหารหน้าท้อง ไม่ว่าทุนเดิมจะหุ่นแบบไหนมา มักจะเริ่มเข้าข่ายหุ่นประเภทนี้เพราะ ช่วงพุงและก้นจะเริ่มแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ (นอกเสียจากว่ากระดูกเชิงกรานของสาวๆท่านไหนจะใหญ่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว รูปหุ่นก็จะยังไม่ค่อยเปลี่ยนกลุ่มสักเท่าไหร่ นอกเสียจากว่าซิคแพ็คแน่นจริงจัง 0_0”) 2. รูปร่างแบบนาฬิกาทราย เป็นรูปร่างในฝันของผู้หญิง เนื่องจากมีสัดส่วนอก เอว สะโพกต่างกันมากอย่างท่วมท้ม โดยเฉพาะก้น จึงเป็นหุ่นที่หญิงสาวหลายคนยอมเสียเงินศัลยกรรมกันเลยทีเดียวเพื่อให้ได้มา ตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างมากๆคือ ครอบครัวคนดังของประเทศอเมริกาอย่างตระกูลคาร์แดเชียน (Kardashian) ก็บอกเลยว่าหุ่นแบบนี้ ถ้าความเป็นนาฬิกาทรายมัดชัดมากเกิน แบบครอบครัวตัวอย่าง การหาเสื้อใส่แล้วสวยลงตัวแบบไม่มีเรื่องแนวคิดทางเพศมาเกี่ยวด้วยนั้นยากมาก อีกทั้ง ถ้าต่างกายผิดความเหมาะสมต่อรูปร่าง จะทำให้ภาพรวมของผู้สวมใส่นั้น แลดูเป็นสาวอวบกันไปเลยทีเดียว 3. หุ่นสามเหลี่ยม หรือ หุ่นตัววี คือหุ่นที่ผู้หญิงมีช่วงไหล่กว้าง แต่อก เอว และสะโพก ค่อยๆคอดเล็กลง ตามลำดับ ตัวอย่างหุ่นแบบนี้ที่ชัดเจนคือ เมจิ ที่เป็นกูรูด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย ซึ่งผู้หญิงกลุ่มนี้จะใส่เสื้อแนวทางการ ประเภท เสื้อเชิ้ต สวมกระโปรงทรงสอบ ทรงดินสอที่ตำแหน่งสะโพกบน (คือลุคทางการนะแหละ) ใส่ออกมาได้สวยและเหมาะกับรูปร่างมากๆ และที่สำคัญ ดูภูมิฐานดูดีมากๆ เหตุผลส่วนนึงก็เพราะเสื้อเชิ้ตนั้นออกแบบแพทเทิร์นไหล่มาให้ยื่นออกมาจากไหล่คนอีกนี๊ดดดดดนุง เพื่อให้ใส่แล้วขยับได้สะดวก กรณีคนปกติใส่แล้วไหล่ก็จะตกลงมาพอดี แต่ถ้าเป็นคนไหล่กว้าง เวลามันกว้างมันไม่ได้กว้างเยอะนะคะ มันกว้างนิดเดียวแต่แค่นิดเดียวก็สามารถทำให้องค์รวมทั้งหมดของสรีระไหล่ดูกว้างขึ้นมาได้ชัดเจนมาก แต่ส่วนใหญ่แล้วเวลามันกว้างมันจะกว้างจากกระดูก จะทำให้บางครั้ง คนไหล่กว้างช่วงหัวไหล่ และต้นแขน (ในบางคน) จะดูเล็กกว่าคนทั่วไป ทำให้ตอนใส่เสื้อคอปก เสื้อเชิ้ตที่ทำจากผ้าทอปกติ และตัดเย็บจากแพทเทิร์นใกล้เคียงกัน สวมใส่ออกมาแล้วมุมที่หัวไหล่จะไปเจ๊อะกับเส้นตะเข็บวงแขนเสื้อที่ต่อกับช่วงตัวพอดี 4. หุ่นลูกแพร์ หุ่นลูกแพร์ คือ หุ่นของสาวกี่เพ้า อิอิๆๆๆๆๆ XD เป็นหุ่นที่ผู้ชายส่วนใหญ่ชอบ แต่ผู้หญิงเจ้าของหุ่นส่วนใหญ่จะไม่ชอบ หุ่นแบบนี้คือมีสะโพกใหญ่ ท่อนล่างที่มั่นคง แต่ช่วงบนนั้นเพรียวเอี้ยวลมเหมือนสาวทั่วไป สาเหตุที่ทำไมผู้ชายชอบ ก็รู้ๆกันอยู่เนอะว่าทำไมผู้ชายหื่นชอบจับก้น (เอาตรงๆเลยนะ และ 18+ ไม่อ้อมข่ะ แหะๆ) ถ้าผู้อ่านนึกออกแล้ว ก็นั่นแหละ คือเหตุผลล่ะ 555 ส่วนผู้หญิงที่มีหุ่นแบบนี้ และ ไม่มั่นใจ ไม่ชอบรูปร่างแบบนี้ของตัวเอง ส่วนนึงคือเพราะผู้ชายประเภทที่ชอบแตะเนื้อต้องตัว ไม่ว่าจะทางสัมผัส หรือ ทางสายตา (เราเรียกกันว่าลวมลามทางสายตา) ก็ไม่มีอะไรดี มีแต่ทำให้สูญเสียความมั่นใจทั้งนั้น ก็นะ….. เห็นใจทุกท่านในเรื่องนี้ แต่เรื่องดีก็มี เพราะผู้หญิงที่มีหุ่นแบบนี้นั้น แทบจะใส่แล้วไม่ดูดีเลยนั้นน้อยมาก และที่พีคเลยคือ ผู้หญิงที่มีหุ่นแบบนี้ใส่ชุดเดรสยาวแบบทรงพอดีตัว (ไม่เข้ารูป) แบบ ชุดกี่เพ้า หรือชุดที่มีทรงคล้ายๆกัน ได้สวยงามลงตัวมากๆๆๆๆๆๆ 5. หุ่นรูปไข่ หรือ วงรีนั่นเอง คือ หุ่นทรงตรงแบบ 1) ในเวอร์ชั่นของสาวพลัสไซส์ ซึ่งบางครั้งการเดินทางของหุ่นทรงนี้ ก็มาจากพันธุกรรม สาวๆก็จะต้องโอบก้อมความมีเนื้อหนังตรงนี้แล้วเปลี่ยนมันมาเป็นจุดที่เราภูมิใจไปกับมันนะแจ๊ะ ^^ 6. หุ่นสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด คือ สาวพลัสไซส์ที่ ขนาดรอบเอวจะกว้างกว่ารอบอก และ รอบสะโพก สาวรูปร่างนี้ก็อาจจะหาเครื่องแต่งกายที่เหมาะสมกับรูปร่างตัวเองยากหน่อย แต่ไม่ใช่ไม่มีเลย # ที่จริงมีเยอะกว่านี้อีก แต่เอาแค่นี้พอเพราะเดี๋ยวจะตาลายเอา อันนี้แอดมินก็จะดึงแต่กลุ่มแก๊งหลักๆมานะเด้อ ^^ เพื่อนๆก็ดูกันได้นะคะ ว่ามีรูปร่างอยู่แก๊งไหนกัน 😊
รูปร่างของหญิงสาวแต่ละคน content media
0
0
81
Admin
Mar 09, 2019
In Shoes' Hack 101
เพื่อนๆข๋า มันเกร๋ๆๆๆๆมากๆๆๆๆๆ วิธีที่เพิ่มความแปลกใหม่ให้กับรองเท้าผ้าใบคู่โปรด ให้เลิกจำเจซะที กับการผูกเชือกรองเท้าที่สร้างสรรค์และเปลี่ยนหน้าตารองเท้าไปเลย ตามลิงค์ด้านล่างเลยเด้อ https://youtu.be/v3nuU2DMMdg
ผ้าใบคู่ใหม่ในคู่เก่า content media
0
0
8
Admin
Mar 09, 2019
In Shoes & Style
3.1 ผู้หญิง ที่ถูกแบ่ง รูปสัดส่วนออกเป็น อ้วน ผอม สูง เตี้ย หลายรูปร่างนั้น จะมีการจบตำแหน่งเส้นคาดผ่านเอวสูงต่ำไม่เหมือนกัน (เหมือนเราใส่เสื้อเข้าไปในกระโปรงมหาลัยอ่ะ เส้นที่บอกมันก็คือเส้นขอบเอวกระโปรงเวลามันโชว์ออกมาข้างนอกนั่นแหละ หรือ ถ้ามีเข็มขัดขั้น ต่ำแหน่งนั้นก็จะตกไปอยู่กับเข็มขัด) แต่หรือจะไม่มีเลยก็ได้ ทีนี้ไม่ใช่ว่า คนหุ่นดีจะใส่อะไรแล้วสวย / คนหุ่นไม่ดี แต่งให้ตายยังไงก็ไม่ดูดี มันไม่ใช่แบบน้านนนนน เพราะมันไม่เคยเป็นแบบนั้น และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยรู้ หรือ ค่อยสังเกต สมมติ เสื้อกระโปรงทรงตรงแนวปล่อยชายเสื้อหน่อยๆ คล้ายๆเสื้อยืดคอกลมแขนสั้นทรงยาวลงมาปิดก้นปิดขาอ่ะ ใส่ลงมาตรงๆปล่อยๆเลยนะไม่ต้องหาอะไรมารัดเอว ทรงนี้จะเป็นทรงที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงที่มีรูปร่างป้อมเล็ก เพราะ ถ้ามีการรัดเข็มขัดทับ หรือ มีเส้นขอบกระโปรงเข้ามาข้อง จะไม่เหลือความสวยของเสื้อบนตัวให้เชยชม เพราะฉะนั้น ผู้หญิงหุ่นแบบนี้ จะได้เปรียบใน เครื่องแต่งกายประเภทนี้ ถ้าเกิดว่าคุณเป็นผู้หญิงร่างสูงเพรียวสัดส่วนดี มาใส่เสื้อตัวเดียวกันนะ สิ่งแรกที่คนภายนอกคิดคือ “โป๊” หรือ “ชุดนอน?” เพราะ ขาคุณยาวมากจนคนคิดว่า ท่อนล่างคุณหายไปไหน (อันนี้เรื่องจริง สังเกตเองใน BTS จกคนใส่และคนมอง เราไม่ใช่พวกชอบถ้ำมองนะ แค่ชอบสังเกต 555) สำหรับการจัดแยกประเภทรูปร่างและสัดส่วนของผู้หญิงนั้น จะบอกในบทความถัดไปนะคะ ไม่งั้นยาว หรือคลิ๊กตรงนี้เลยยยยยยย 3.2 กรณีของผู้ชายก็ไม่ต่างกัน แต่ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยสนใจเรื่องภาพลักษณ์ซะส่วนใหญ่ เลยจะเป็นน้อยๆๆๆๆคนมากๆๆๆๆๆที่จะใส่ใจเรื่องการแต่งตัว ซึ่งกุล่มคนประเภทที่กล่าวว่ามีนิสัยที่ชอบดูแลตัวเองก็คือ 1) ผู้ชายกลุ่ม LGBT ซึ่งก็คือ กลุ่มที่ชื่นชอบในเพศเดียวกัน 2) ผู้ชายกลุ่ม Metrosexual (ไม่ได้เบี่ยงเบนทางเพศนะแจ๊ะ) คนกลุ่มนี้เป็นชายแท้เด้อ แต่เป็นผู้ชายที่ ถ้าจะให้เรียกแบบสั้นๆกระชับได้ใจความ คือ !!!! ผู้ชายสำอางค่า ซึ่งผู้ชายกลุ่มนี้ มีลักษณะนิสัยที่ชอบดูแลตัวเอง รักษาความสะอาดบนร่างกายดูเอง ทำให้ภาพลักษณ์ของตัวเองดูสะอาดสะอ้านเสมอ เพื่อให้เหมาะกับสภาวะในเมือง … ใช่แล้ว ผู้ชายประเภทนี้ อาศัยอยู่ในเมือง ถ้าจะพูดให้ถูก ก็ย่าน ทองหล่อ สาทร เพลินจิต ชิดลม ฯลฯ และสถานะทางสังคมก็แนวมีกะตังค์ ละเอียดพอแล้วเนอะ 555 สรุปคือ ผู้ชายกลุ่มที่ห่วงใยสถานะทางสังคมของตัวเองเป็นหลักค่ะ 3) ผู้ชายกลุ่มที่มีอุปนิสัยรักสะอาด คนกลุ่มนี้ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการแต่งตัวยังไงให้เหมาะสมกับภาพลักษณ์มากเท่าไหร่ แต่คนประเภทนี้มีนิสัยที่ไม่รู้จะเรียกว่าเสียหรือไม่เสียดี คือ ขี้สังเกตตามส่วนต่างๆของร่างกาย ไม่ชอบอะไรที่ดูรกตา หรือความรกรุงรังบนร่างกายตัวเอง เลยทำให้การแต่งตัวก็จะดูดี ดูสะอาดตา เป็นไปตามธรรมชาติ 4) ผู้ชายรักโซเชี่ยล พอๆกับข้อ 2) ค่ะ แต่เปลี่ยนจากภาพลักษณ์ทางสถานะสังคมมาเป็นสถานะทางโซเชี่ยลมีเดีย 5) ผู้ชายทั่วไปเนี่ยแหละ แต่เป็นกลุ่มคนทำงาน ที่จะต้องแต่งตัวให้ดูถูกกาลเทศะ ต่อหน้าที่การงาน และ สถานที่การงาน เอาล่ะ สำหรับเนื้อหาส่วนกรณีแนวทางการแต่งของผู้ชายนั้น ก็จะบอกในบทความถัดไปเช่นกันนะคะ ยาวมากๆๆๆๆเหมือนกัน คลิ๊กตรงนี้เลยยยยยยย -------------------------------------------------เดี๋ยวมาต่อนะแจ๊ะ----------------------------------------------------------
แต่งตัวยังไงให้ปังกับ Items ที่มีในตู้เสื้อผ้า 2 content media
0
0
8
Admin
Mar 05, 2019
In Shoes & Style
โดยปกติแล้วระบบแฟชั่นมันก็ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างกิเลสคนอ่ะเน๊อะ และถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มกำลังจับจ่าย และ เพิ่มกำลังเงินสะพัด (พูดภาษการเงินไม่ถูก แหะๆ) เขาจึงมีการออกเป็นคอลเล็คชั่น เป็นซีซั่น เพื่อให้ลูกค้าสายแฟชั่นนิสต้าซื้อเติมตู้ได้ไม่เคยขาด ทีนี้ มันก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะมีปัญญา มีกำลังซื้อทุกครั้ง ทุกรอบ ทุกซีซั่น และทุกชิ้นที่ออกมาตลอด ถ้าใครเป็นแบบนั้นจริง แอดมินแนะนำหากิจกรรมทำเพิ่มเติมที่นอกจากช็อปปิ้งดีกว่านะเด้อ เพราะมันจะเข้าข่ายอาการประเภทนึงที่เรียกกันว่า ช็อปอะฮอลิค (Shopaholic) ซึ่งไม่ไม่น่าจะค่อยดีต่อกระเป๋าตังค์เราสักเท่าไหร่นะคะ แหะๆ เอาล่ะมาเข้าเรื่อง บทความในครั้งนี้ แอดมินก็มาพูดเรื่องที่จะช่วยอัพเดตภาพลักษณ์ให้แก่ตัวเรา และเพื่อนๆ Vten บางท่าน ส่วนใหญ่ หรือ ทุกท่าน ก็ไม่รู้ แต่ในฐานะของคนที่ เวลาซื้อเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประกอบเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับนั้น แอดมินจะชอบซื้อเสื้อที่ใส่สวย ใส่ได้บ่อย และถ้าชอบจะซื้อซ้ำเพิ่มจำนวน โดยไม่แคร์เรื่องของการแต่งตัวตามโลกสักเท่าไหร่ และไม่ mix & match อะไรทั้งสิ้น แนวขี้เกียจแต่งมากกกกกกก (ทั้งที่จบแฟชั่นนะฮ๊า เรียนเข้าไปได้ไงก็ไม่รู้ 555) แต่!!!! บทความนี้เราก็พูดถึงคนที่เสื้อผ้าน้อย แต่แต่งตัวยังไงได้บ้างให้ดูดี นะแจ๊ะ ที่นี้โดยปกติแล้ว อิงจากสถิติ ของการช็อป ปัจจัยเครื่องนุ่งห่มนั้น คนส่วนใหญ่จะซื้อ Item ที่สวมใส่ได้ครอบคลุมหลายโอกาส เช่น สีขาว เทา ดำ สีสันเจือดำ สีกลุ่มครีมเบสกากี และสีโทนเย็น เป็นต้น ซึ่งจะบอกว่าก็ไม่ผิดที่ ถ้าจะเลือกโดยอิงจากแนวคิดนี้ แต่จริงๆแล้ว ถ้าเราจะเอาแนวคิดนี้มาเป็นแม่แบบในการเลือกเสื้อผ้าจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่สีที่เราจะต้องมอง รูปทรง รูปแบบ ความเหมาะสมทางเหตุผลและอารมณ์ ขององค์ประกอบรวมของเสื้อตัวนั้นๆที่เรากำลังเล็งอยู่ ก็จะต้องถูกนำมาคิดด้วยเช่นกันในการจะเลือกเครื่องแต่งกายหนึ่งชิ้นแบบคิดเยอะนะคับ ที่นี้ เรามาดูหลักเกณฑ์ในการแต่งตัวยังไงให้ดูดีแบบง่ายๆกันก่อนโน๊ะ ว่ามีอะไรบ้าง (แบบแอดมินคิดเองบอกเอง ฮา) 1. เครื่องแต่งกายชิ้นไหน ถูกออกแบบมาไว้ใช้ทำอะไร ก็อย่าทำขัดกับหน้าที่มันนะจ๊ะ อาทิ บ็อกเซอร์เนี่ย เค้ามีให้ใส่ข้างในก็ไม่ต้องโชว์ออกมาให้ผ้าปลิ้นคนเห็นกันบนท้องถนนเน๊อะ แต่ในส่วนของกางเกงใน ถ้าใครชอบโชว์ อยากเซ็กซี่ ดึงดูดเพศตรงข้าม ก็ไม่ห้ามแต่เลือกชิ้นที่มันดูดีนิดนุง นะคะ เพื่อภาพลักษณ์ของตัวคุณเอง แต่ถ้าเอาให้ดีเก็บไว้โชว์ส่วนตัวกับคู่ครองดีกว่านะแจ๊ะ 555 2. แต่งกายให้ถูกกาลเทศะ เช่น เสื้อยืดก็ไม่ควรใส่ไปงานกลางคืนโน๊ะ ถ้าใครจะแหวกม่านประเพณีการแต่งกายใส่ขวางไป ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หลังจากนั้นตามแต่ละบุคคลก็ละกันนะคะ ^^” 3. (อันนี้ขอออกตัวก่อนนิดนุงว่า แอดมินไม่ได้เหยียดนะคะ แต่พูดความจริง พูดตามสังเกต และส่วนตัวถนัดสายทำแพทเทิร์นมา) เพราะว่า เนื่องจากมนุษย์เราก็เกิดมา หลายชาติพันธ์ ต่างวาระ ทั่วโลก จึงมีความต่างทางสรีระ และสีผิว ที่นี้ ถ้าคนที่ยังจมปมอยู่กับสิ่งที่คุณทำให้มันเป็นข้อด้อยอยู่นั้น แอดมินก็อาจจะโดนด่าอยู่เนืองๆ แต่แอดมินแนะนำขอให้ทุกท่านอ่านข้อความหลังจากนี้ดีๆนะคะ (เพราะนี้ขุดความรู้จากที่เรียนแบบต้องจ่ายตังค์เพื่อให้ได้ความรู้นี้ ผนวกกับค้นคว้า และสังเกต จึงรวบรวมมาบอกนะคะ ขออภัยหากผิดพลาดประการใดกันด้วยนะค่า >> ปล.สิ่งที่แอดมินกำลังจะเขียนบอกในบทความถัดไปเป็นเพียงแค่ด้านนึงของปัจจัยในการช่วยอัพเดตภาพลักษณ์ของเราเท่านั้นนะเด๋อ) --------------------------------------------------เอาละเดี๋ยวมาต่อนะฮ๊า--------------------------------------------------------
แต่งตัวยังไงให้ปังกับ Items ที่มีในตู้เสื้อผ้า content media
0
0
8
Admin
Jan 06, 2019
In Shoes' Hack 101
อันนี้เป็นวิธีหาส่วนตัว ตกผลึกจากการหาข้อมูลและประสบการณ์ส่วนตัวผสมปรเปกันไป ถูกผิดอย่างไรขออภัยนะเด้อ การหาขนาดรองเท้าที่เหมาะสมแก่เท้าของคุณก็ไม่ต้องจากการหาเสื้อผ้าที่เหมาะสมต่อขนาดและสรีระของ/ตามแต่ละคนนะเด้อ :)
วิธีหารองเท้าที่ใช่ให้ตัวคุณ content media
0
0
2
Admin
Sep 17, 2018
In Etcetera
สวัสดีค่ะ เราแอดมิน ลิตเติ้ลไวเวิร์น เรียกสั้นๆได้ว่า แอดมินวีนะจ๊ะ เราเป็นนักเวิ่นมือสมัครเล่น ประจำกระดาน VTEN จะมาเขียนเวิ่นเว้อ เล่าสู่กันฟัง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง (หรือน้อยกว่า ฮาาาา) แรกเริ่มเดิมทีตั้งใจว่าจะแปะเรื่องรองเท้ากัด (เวอร์ชั่น วี นักเวิ่น) กันก่อน แต่มันก็เข้าเทศกาลฮัลโหล๋ววีนอะนะ เลยกระโดดมาเขียนเรื่องนี้ก่อนละกัน ซึ่งก็คือเรื่อง Jack’O lantern ที่มาของฟักทองประจำวันฮัลโลวีน นั่นเองนะฮะ เรื่องมีอยู่ว่า แอดมินได้ไปอ่านการ์ตูนอยู่เรื่องนึงที่เค้าเขียนเรื่องและปล่อยตรงเทศกาลฮัลโลวีนที่ใกล้เข้ามา ภายในเรื่องพูดคุยเกี่ยวกับการแกะสลักฟักทองเป็นหน้าดุๆน่ารักๆ แบบปัจจุบันที่เราเห็นกัน และก็ย้อนไปถึงการแกะผักอื่นๆที่ไม่ใช่ฟักทอง ซึ่งจริงๆแล้วเรื่องเล่าจากประเทศต้นฉบับฮัลโลวีนอย่างทางฝั่งไอร์แลนด์ เค้าไม่ได้แกะฟักทองมาก่อน แต่แกะลงบนผักประเภทรากชนิดนึงที่เรียกว่า Turnip (ถ้าไปเปิดดิกชั่นนารี เค้าจะแปลว่า หัวผักกาด แต่เราขอละไว้ในฐานที่เข้าใจตามรูปแล้วกันเน๊อะ) *มีน่ากลัวกว่านี้อีก ลองค้นหาคำว่า “Turnip Jack’O lantern” หรือ “turnip halloween lantern” กันดูได้ สยองขวัญมากมาย TTwTT 📷 จากเว็ปไซต์ atlasobscura.com ได้เขียนไว้ว่า jack-o’-lanterns ที่มีรากฐานวัฒนธรรมมาจากไอร์แลนด์นั้น ได้ทำการแกะสลัก Turnip หรือ รากจากผักอื่นๆ ทำเป็นประเพณีมาหลายศตวรรษ เพื่อขับไล่วิญญาณชั่วร้าย อีกทั้งยังมีคนชื่อ Jack จริงๆเป็นตำนานอยู่ เป็นเจ้าของชื่อ jack-o’-lanterns โดยตำนานมีอยู่ว่า เขาถูกสาปให้เร่ร่อนอยู่บนโลกมนุษย์ด้วยรูปลักษณ์ของถ่านที่ลุกไหม้ (ด้านในของ turnip ที่แกะสลัก) เพื่อส่องสว่างนำทาง (light the way : ไม่รู้ว่านำทางอะไร = =”) โดยคำสาปนี้เป็นบทลงโทษเขาที่พยายามไปแกล้งจอมปีศาจ (Trick the devil) ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับคำ Trick or treat หรือเปล่านะคะและประมาณไม่กี่ร้อยปีก่อนหน้า ตอนที่วัฒนธรรมไอร์แลนด์เริ่มเข้ามาในอังกฤษ คนก็เริ่มแกะสลักผักตระกูลรากเพื่อใช้ตกแต่ง ประดับฤดูกาล ช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งตัวเลือกหลักก็คือ turnip แต่ก็ยังมีผักจำพวกมันฝรั่ง หรือผักตระกูลรากอื่นๆที่ก็นิยมใช้กัน เพื่อกัน (ward off) นาย Jack ที่เร่ร่อน หรือสิ่งอื่นๆที่อาจจะมีความคิดร้ายต่อพวกเขา เมื่อชาวไอริสอพยพเข้าไปในอเมริการช่วงศตวรรษที่ 19 ที่อยากจะสืบสานต่อวัฒนธรรมอันเก่าแก่ยาวนานของพวกเขา ก็ได้ไปพบเจอฟักทองพืชผลทางเลือกของการแกะสลัก จึงให้เกิดเป็นธรรมเนียมการแกะสลักฟักทองเป็น jack-o’-lanterns เวอร์ชั่นฮัลโลวีนแสนสนุก แบบฉบับทุกวันนี้ สั้นๆจบแระ~~~ ผิดถูกอย่างไรก็ขออภัยด้วยนะเด้อ หรือ ใครมีเพิ่มเติมก็มาคอมเม้นต์กันได้ Happy Halloween จ้า Cr. รูปภาพ : lovelygreens.com และ livingseason.com Cr. ข้อมูล : จากเว็ปอ่านการ์ตูน และ atlasobscura.com คร๊าบ
Halloween’s jack-o’-lanterns content media
0
0
3
Admin
Sep 17, 2018
In Etcetera
ปัจจุบันนี้ เทรนด์ออกกำลังกาย เทรนด์รักสุขภาพ ก็กำลังมาแรงอะโน๊ะ ใครเห็นใครออกกำลังกายแล้วหุ่นดี ก็เป็นเรื่องปกติที่จะอยากทำตาม แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ประสบความสำเร็จกับการออกกำลังกาย เนื่องจากความไม่เข้าใจหลายๆอย่าง ในกระบวนการระหว่างทางเพื่อนๆ รู้หมือไร่ กระบวนการสร้างกล้ามเนื้อนั้น จริงๆแล้วภายในทำงานกันยังไง การที่จะได้กล้ามเนื้อสวยๆมาโชว์เล่น ก็จำเป็นที่จะต้องสร้างกล้ามเนื้อก่อน ซึ่งการที่จะสร้างกล้ามเนื้อได้ ก็จำเป็นที่จะต้องฉีกกล้ามเนื้อเก่าก่อน ซึ่งก็คือ การออกกำลังกายนั่นเอง เพราะฉะนั้น เมื่อคุณออกกำลังกาย 1 ครั้ง กล้ามเนื้อส่วนที่ออกกำลังก็จะฉีกออก แล้วสร้างขึ้นมาแทนที่ใหม่นั้นเอง ซึ่งเมื่อกล้ามเนื้อถูกฉีกออกนั้น กล้ามเนื้อใหม่ที่เข้าไป ก็จะเข้าไปซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่ฉีก จากนั้น โอบรัดปกปิดรอยแผล เหมือนกับการค่อยๆเอาปูนมาโบกซ่อมรอยแยกซึ่งในที่นี้คือรอบฉีกขาดของกล้ามเนื้อ จากที่ส่วนใดส่วนนึงมีขนาดเล็กอยู่ดีๆ ก็มีการโปะทับๆ มันจนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ (ใครนึกไม่ออกให้ นึกถึงบาดแผลเป็นลึกๆที่เวลาแผลหายจะมีรอยแผลเป็นเนื้อเยื่อสมานแล้วนูนๆขึ้นมา หรือเวลาแผลผ่าตัดหายสนิทแล้ว ประมาณนี้แล) นี่คือสาเหตุว่าทำไมกล้ามถึงเลี้ยงให้ขนาดใหญ่ขึ้นได้ ทีนี้กลับมาที่ว่าทำไมจึงต้องยืดเส้นหลังออกกำลังกาย เหตุผลสั้นๆคือ เพื่อให้ไม่เจ็บไปทั้งตัว เพราะร่างกายเราอยู่นิ่งๆสบายๆๆมาออกกำลังฝืนธรรมชาติตัวเอง ออกกำลังกายจนปวดตัวกลับมา เพราะการยืดเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หลังออก ช่วยบรรเทาอาการเจ็บในภายหลัง เพราะร่างกายเกิดอาการช็อคจากการฉีกขาดเสียหายของเนื้อเยื่อภายในนั่นเองเด้อ เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายทุก 1 ชั่วโมง ก็ควรแบ่งเวลาให้ยืดคลายเส้นด้วย 15 นาทีนะแจ๊ะ ไม่งั้นก็จะปวดตัวกันไปยาวๆยันอาทิตย์นหน้าเลยนะแจ๊ะ XD
Why you should stretch after a workout  content media
0
0
2
Admin
Sep 17, 2018
In Shoes' Hack 101
สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ และลูกค้า VTEN ทุกท่านที่แวะเวียนกันเข้ามาอ่าน บทความที่แอดมินกำลังจะเขียนนี้ คนที่เข้ามาดู แค่เห็นหัวข้อก็อาจจะออกจากหน้านี้เลยก็เป็นได้ เพราะบทความนี้ที่แอดมินจะมาเขียนคือ ปัญหาโลกแตกของคนสวมใส่รองเท้าหุ้มส้น หรือ รองเท้ารัดส้นนั่นเองค่ะ ซึ่งความหมายในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่าหัวข้อนี้สำหรับผู้หญิงใส่ส้นสูงอย่างเดียวนะคะ แอดมินเป็นคนนึงที่ไม่ใส่ส้นสูงเลย เพราะฉะนั้นบทความนี้จะไม่ได้จำกัดเพศนะคะ ^^* (บทความนี้เขียนจากประสบการณ์และความเห็นส่วนตัวล้วนๆ มีข้อมูลอ้างอิงไม่ถึงครึ่งนะจ๊ะ ใครใคร่อ่านเข้ามาอ่านกันได้ ใครอ่านอยากแชร์มาแชร์กันได้เด้อ) * เอาล่ะ!!! รองเท้าหุ้มส้นตรงตัว เลือกเลยด้านล่าง (ของผู้หญิงก็จะเยอะแยะโหน่ย) อันไหนหุ้มส้น หุ้มเท้า การันตีกัดเลยจ้า (อันนี้แล้วแต่สภาพเท้าบุคคลน้า) กรณีศึกษา [แอดมินเอง TT^TT] โดนมาทุกรูปแบบแล้วค่ะ เริ่มจากส้นสูง (มาตรฐานใส่รับปริญญาเด้อ) ขนาดใส่ถุงน่อง… อันที่จริงจะมีวิธีแก้แบบนึงคือการใส่ถุงเท้า หรืออะไรที่หุ้มส้น 1 รอบก่อนสวมรองเท้า ถามว่าวิธีนี้ใช้กับแอดมินได้ผลแค่ครึ่งวัน กรณีใส่เดินเต็มวัน สำหรับแอดมิน ถุงน่อง หรือ ถุงเท้าไม่ขาด แต่เนื้อบริเวณเอ็นหลังข้อเท้าถลอกปอกเปิกเสร็จสรรพแล้วจ้า~~~ TT0TT (*แต่เดี๋ยวจะมีข้อของถุงเท้าด้านล่างอีกรอบ เธอยังมีความหวังนะจ้า) จากประสบการณ์การใส่รองเท้าหุ้มส้น วัสดุที่หลังเท้าเคยสัมผัสผ้าแคนวาส หนังแท้ หนังเทียม ตาข่ายของรองเท้ากีฬา ซื้อรองเท้าทีไรโดนสรรพคุณใส่ไม่กัดจากหนังแท้ หรือ บางแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่งรองเท้าไม่กัดก็โดยสอยมาเหมือนกันค่ะ วันนี้ก็เลยมาขอแชร์ประสบการณ์แล้วกันเน๊อะว่า ณ ขณะนี้เรามีความคิดเห็นส่วนตัวยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้ วิธีแก้อันไหน เวิร์ค ไม่เวิร์คสำหรับเท้าแบบเรา (มันต้องมีบ้างแหละ เพื่อนร่วมทางไปกับเราที่ใส่ยังไง แก้ยังไงรองเท้าก็ยังกัดอยู่ดี) อันดับแรกเรามาดูเรื่องทฤษฎีคิดเองของแอดมินก่อนนะเด้อ 1. ส่วนใหญ่ที่รองเท้าจะกัดเนี่ย แอดมินเชื่อว่ามันคือรอยบริเวณเดียวกันแทบจะทุกคนที่ประสบปัญหา (อันนี้ยังไม่รวมแผลกัดบริเวณอื่นๆ อาทิ หน้าเท้า ด้านหัวของรองเท้า สันข้าง และนิ้วเท้านะฮะ ^^”) คือ บริเวณเอ็นร้อยหวาย หรือ Achilles tendon ซึ่งเจ้าเนี่ยมันคือสิ่งที่ประคองและช่วยควบคุมการขยับเท้าไปมาของเรา เพราะฉะนั้นเมื่อรองเท้าที่ออกแบบขอบหลังมาตรงกับบริเวณแถวนี้เป๊ะ (ซึ่งก็แทบจะทุกแบบของหุ้มส้นนะฮะ) ผนวกกับทุกครั้งที่คุณเดิน บริเวณตำแหน่งเอ็นร้อยหวายก็จะยืดหดเข้าออก เปิดทางขอบรองเท้าก็ขยับตามจังหวะเดิน ขึ้นลงๆ ไปเรื่อย ก็เอา 2 คูณจำนวนก้าว ที่คุณเดินในวันนั้นไปเลยค่ะ จะเท่ากับจำนวนที่เสียดสีไปขณะเดิน นี่ยังไม่นับรวมตอนเราทำกิจกรรมอื่นๆและขยับเท้าไปมานะคะ [แอดมินบอกเลยว่า ขอชื่นชมข้อเท้าของเพื่อนๆทุกคนที่ประสบปัญหารองเท้ากัดเลยค่ะ TwT] (เอาหล่ะรื้อฟื้นความหลังเสร็จ ปาดน้ำตา 1 ทีแล้วกลับเข้าเรื่อง) วิธีแก้รองเท้ากัดต่างๆ (เท่าที่เคยได้ยินมา) 1. รองเท้ากัดให้กัดตอบ หรือ กัดก่อนที่รองเท้าจะกัด : เอาจริงๆมีใครเคยคิดจะกัดมั้ย (มือขวาตัวเองชูขึ้น = แอดมินเคย TTwTT/) แต่ยังไม่เคยลองนะคะ พอดีว่าเกิดเหตุการณ์เบิกเนตรก่อน 1 รอบกับรองเท้าหุ้มส้นคู่หนึ่ง (มันคือ classic sneaker ไร้เชือกผูกที่มาอยู่ในรูป slip on เด้อ) ทำจากผ้าแคนวาสแล้วกุ๊นครอบด้วยเทปกุ๊นคอตต้อนโทเร – ตอนซื้อมาใหม่ๆ ใส่ไป 3 รอบกัดทุกรอบ เผอิญว่า เป็นคนที่มีนิสัยเสียชอบเดินเหยียบส้น ก็คือ เมื่อรองเท้าคู่ไหนใส่ไม่สบายเมื่อไหร่ = เป็นอันเหยียบทันที (รองเท้าที่ซื้อมาทุกคือ ราคาเท่าไหร่ เมื่อมาอยู่ใต้เท้าเรา เท่าเทียมกันทู๊กกกกกราย XD ) และเป็นกับรองเท้าทุกประเภทที่สามารถเหยียบได้ (กับแบบที่เกือบจะเหยียบไม่ได้ก็ยังจะพยายามเหยียบจนมันเยิน) แล้วเหยียบได้แบบประเภทที่คนข้างตัวบอกว่าสงสารรองเท้า แหะๆ :p และแล้วเราก็เผลอไปเหยียบคู่นี้เข้าไปประมาณ 3 รอบ รอบที่ 7ที่กลับมาใส่ คู่นี้อีกครั้งแบบหุ้มส้น คราวนี้ส้นเยินเชียว เป็นรอยเส้นพับยับชัดมาก ถ้ามองจากด้านหลังจะยับและเยินมาก แต่ที่แน่ๆรองเท้าคู่นี้ไม่กัดแล้วโว้ววววว… จึงสันนิษฐานได้ว่า… เราจะไม่ขอเรียกว่าการกัดรองเท้านะคะ เพราะมันคือการที่ทำยังไงก็ได้ให้รองเท้าตรงช่วงบริเวณที่ต้องสัมผัสกับผิวเรา ทำยังไงก็ได้ให้วัสดุบริเวณนั้นนิ่มขึ้น ย้วยขึ้น เยินขึ้น คือทำยังไงก็ได้ให้มันหมดสภาพใหม่อ่ะ ซึ่งวิธีนี้เจ้าของจะต้องไม่ห่วงรูปลักษณ์หน้าตาของรองเท้าที่มันจะเปลี่ยนไปจากตอนมันเป็นของใหม่นะ <(=w=)” 2. การแปะกันกัดสำเร็จรูปที่หลังส้นด้านในรองเท้า : ความเห็นจากประสบการส่วนตัว ถ้าจะใช้ ต้องหาอันที่หนาๆๆๆ หน่อยนะคะ แบบบางไม่ช่วยเลยจริงๆ เพราะถ้าเท้ามันลงไปแล้ว นอกจากส้นสูง หรือรองเท้าหลวม เท้าทั้งหมดจะถูกดันมาด้านหลัง หรือแม้แต่รองเท้าหลวมเอง เมื่อเราเดินพฤติกรรมส่วนบุคคล จะต้องมีสักคนเนี่ยแหละที่ดันเท้ากลับไปหาด้านหุ้มส้น เพื่อประคองรองเท้าไม่ให้หลุดออกจากเท้าขณะอยู่ในจังหวะยกเท้าขึ้นเมื่อคุณก้าวเดิน เมื่อขอบสัมผัสข้อหลังเท่านั้นแหละ [เสียดสี = ถลอก = กัด คร๊าบบบ] เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้วิธีนี้ หาอันที่หนาๆเลยค่ะ เพราะมันจะช่วยยันข้อเท้าคุณออกไปจากขอบรองเท้าขณะเดินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้3. โรยแป้ง เพื่อลดการเสียดสี เอาสั้นๆเลยโน๊ะ สำหรับเราไม่เวิร์คนะฮ๊า เพราะเราเป็นคนชอบใส่รองเท้ามีพื้นที่หายใจนิดนูงงง (โรยแป้งของเราโรยในถุงเท้าเอาไว้ดูดกลิ่นเท้าอย่างเดียว) 4. ใครบอกรองเท้าหนังแท้ไม่กัด [ป๋มโดนมาแล้ว TT^TT ทั้งแท้และเทียมเบย]5. ใช้เทียนไข วาสลีน ปิโตรเลียมเจล ถูและไถบริเวณขอบรองเท้า เพื่อให้มันลื่นขึ้นลดการเสียดสี [อันนี้ยังไม่เคยลอง ปกติเลยทำแต่เอาด้ายไปไสเทียนเพิ่มความลื่นแล้วมาเย็บหนังสือ] อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะคะ สมมติว่าเราเอาเทียนไข หรือวาสลีนไปทาบริเวณนี้ แต่แล้วถ้าขอบรองเท้ามันคม บางเกือบเท่ากระดาษ และทรงแข็งอยู่แล้วล่ะ จะยังช่วยอยู่มั้ยคะ เพราะตอนนี้เรายังมีความเชื่อต่อความรู้สึกที่ว่า ทุกครั้งที่เดิน ไม่ว่าจะไสเทียนให้ลื่นกี่รอบ ขอบคมๆมันก็ยังจะมาโกย มาค่อยๆเซาะหลังข้อเท้าเราให้ค่อยๆถลอกอยู่อ่ะ >>> ถ้าใครเคยลองแล้ว ได้ผลหรือไม่ ขอรบกวนมาแบ่งปันกันหน่อยนะเด้อ <<< เดี๋ยวมาต่อ part 2 นะฮ๊ะ รอบหน้าจะมีอีกนิดนุง แล้วจะมาบอก Life Hack ส่วนตัวผสมกับที่สอยเค้ามานะงับ ไม่รู้จะมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน นี่เป็นเพียงแค่ความเห็นและประสบการณ์ส่วนตัวเด้อ ถูกไม่ถูกก็ขออภัยด้วยนะค่า Credit รูปภาพ : alldaychic.com
สารัตถะไม่ค่อยจะมีสาระว่าด้วยปัญหารองเท้ากัด content media
0
0
11
Admin
Sep 17, 2018
In Shoes' Hack 101
part2 6. (อันนี้เจอเว็บเมืองนอกนะคะ) เอาน้ำใส่ถุงอะไรก็ได้แล้วปิดถุงให้สนิทมากๆ ใส่พอดีๆ ไม่ต้องเยอะมาก เผื่อที่ไว้ให้น้ำขยายตัวตอนกำลังแข็งด้วย จากนั้นเอาถุงนี้ใส่ลงไปด้านในรองเท้า แล้วเอาไปเข้าช่องฟรีต ทั้งยังงั้นเลอ =_=” วิธีนี้เหมาะสำหรับ 6.1 ท่านใดๆที่อาศัยอยู่คนเดียว หรือไม่ได้แบ่งปันพื้นที่ตู้เย็นกับใคร ที่สะดวกใจจะทำมากพอนะฮ๊ะ ^^” 6.2 รองเท้าที่ซื้อมาแล้วเล็กไป หรือจำพวกที่ออกแบบหุ้มเท้าพอดี (เสื้อผ้าก็ slim fit อ่ะค่ะ) รองเท้าพวกนี้ช่วงแรกที่ซื้อมา กัดเจ็บมากกกกก ซึ่งวิธีนี้อาศัยหลักการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร (ขอเข้าเรื่องวิทยาศาสตร์หน่อยนะฮะ อิอิ) ทฤษฏีง่ายๆ อย่างน้ำเนี่ยเวลาเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง น้ำทั้งหมดจะเริ่มขยายตัวออกเรื่อยๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาเราเอานมกล่อง หรือ ของเหลวบรรจุกล่องหรือพลาสติกอะไรก็ได้ที่มีความยืดหยุ่น เพื่อของเหล่านี้โดนความเย็นจนกลายเป็นน้ำแข็ง ทั้งบรรจุภัณฑ์ก็จะบวมออก วิธีนี้ก็เช่นกัน หลังจากแช่แข็งรองเท้าก็จะขยายออกตามขนาดของถุงบรรจุน้ำที่ขยายออกเรื่อยๆ เรียนตามตรงว่าวิธีนี้ไม่เคยทำเพราะแอดมินข้ามขั้นวิธีแก้ทั้งหมดไปวิธีหลีกเลี่ยงซะมากกว่า แต่ส่วนตัวแล้วแอดมินคิดว่ามีช่วยขยายแน่นวล แต่ไม่รู้ว่าจะหดกลับระหว่างวัน หรือเมื่อใช้ข้ามวันมั้ยนะคะ อย่างดีคืออาจจะต้องแช่อีกรอบงี้ 7. น้ำมันมะพร้าว ทาไว้ตามด้านในของรองเท้า เจอในเว็บไทยบอกว่าจะช่วยให้หนังนุ่มขึ้น เหมือนเวลาบำรุงหนังเราอ่ะ (ล้อเล่น) ส่วนเว็บนอกบอกให้ทาผิวบริเวณที่จะโดนกัดและบริเวณโดยรอบก่อนใส่ (ใครลองแล้วมาบอกกันด้วยนะเด้อ) 8. ผ้าพันรอบข้อเท้า : วิธีนี้ทำบ่อยมาก เพราะขาเจ็บบ่อยจนต้องพันแทนถุงเท้า และเวิร์คจนลืมปัญหารองเท้ากันเลย แต่ข้อเสียคือ ถ้าพันหลวมโอกาสผ้าขยับเปิดทางให้รองเท้ากัดได้ ผ้าพันรัดไปขาจะชาตอนเดินระหว่างวันเพราะเท้าจะขยายออกเรื่อยๆ ทำให้หาจังหวะพันให้พอดีรูปเท้ายากมาก 9. ใส่ถุงเท้า จะได้ผลก็ต่อเมื่อ ถุงเท้าหุ้มถึงตำแหน่งที่รองเท้าจะกัด ทำจากวัสดุดีๆ (ถ้าต้องการความมั่นคงระยะยาม 5 คู่ 100 ไม่เอาเวิร์คนะเด้อ) และหนาพอ >> เวิร์คอยู่ [*กรณีถุงเท้าแบบที่ใส่กับรองเท้าหุ้มส้นโดยเฉพาะ ถ้าเจอคู่ดีๆหน่อย ยังโอเค แต่ถุงน่อง สำหรับเท้าเราไม่ช่วยนะฮ๊า (ถุงน่องไม่ขาด แต่เท้าพี่จะขาดแระ TT^TT) แต่คนอื่นอาจจะเวิร์คเน๊อะ] 10. อันนี้โบนัสไม่เกี่ยวกับรองเท้ากัด : เจอในเว็บเมืองนอก ไม่รู้ว่าในไทยมีมั้ย และไม่เคยลองนะคะ สำหรับคนที่โดนรองเท้ากัดแล้ว ให้เอามันฝรั่งฝานมาแปะและคลึงๆตรงแผล เค้าบอกว่าน้ำในมันฝรั่งมีสารระงับเชื้อ ออกฤทธิ์ลดอักเสบ และช่วยลดอาการปวดเท้า (ไม่รู้ว่าจริงมั้ยแต่ลองทำดูนะคะ แต่!! ถ้าแผลเปิดอยู่ทำความสะอาดแผลและมันฝรั่งก่อนลองนะจ้า) สำหรับวิธีแก้ลองเท้ากับของเรา แบบล้อมคอกก่อนวัวหาย คือ ซื้อรองเท้าที่ไม่มีขอบหลังอยู่ในระดับสุ่มเสียดสีหลังข้อเท้า จะเลือกรองเท้าที่ขอบนุ่ม (แบบบีบทั้งแถบรวมขอบแล้วนุ่ม) เลือกรองเท้าที่พอดีกับรูปเท้า แต่ถ้า!! เจอรองเท้าที่ถูกใจและสุ่มเสี่ยงกัด แอดมินจะหาเศษผ้าที่มีความหนาในระดับนึง และ ผิวสัมผัสนุ่มลื่น ไม่เสี่ยงกัด เช่น เฟอร์ขนสั้น ขนกระต่ายเทียม ตาข่ายแซนวิช หรือ ผ้าจำพวกนีโอพรีน เอามาตัดป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพับเล็ก ทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำแผ่นมา หุ้มครอบขอบรองเท้าหลังแล้วติดกาวถาวร แต่ถ้ากลัวรองเท้าเสียแนะนำให้ไปหากาว 2 หน้าแบบลอกแล้วไม่ที่คราบนะฮ๊ะ สุดท้ายนี้ กรณีรองเท้ากัดข้างหน้านี่ บริเวณจมูก ขอบนิ้วเท้างี้ อันนี้โนคอมเม้นนะเด้อขออภัยจ้า เพราะแอดมินเป็นคนใส่รองเท้าปลายหรือหัวเท้าค่อนข้างป้าน และใส่หลวมกว่าขนาดเท้าตัวเอง 2 เบอร์ นานๆที๊จะใส่รองเท้าแนวทำงานที่หัวมันจะแคบๆหน่อย ส่วนตัวคิดว่าลองระเบิดรองเท้าดูก่อน ลองทำตามข้อ 6 ดูก็ได้ เพราะมันต้องรอจริงๆวัสดุรองเท้ามันถึงจะนุ่มย้วยเบนไปตามทิศทางเท้าแล้วเริ่มไม่กัดดีไม่ได้กว่ามันจะนิ่ม ซื้อคู่ใหม่พอดี แหะๆ โอเค!! บอกเล่าที่แลดูเหมือนจะมีมูลไม่มีมูล มีประโยชน์มั้ย ไม่สามารถรู้ได้ ที่อาจจะต้องลองของแอดมินก็หมดก๊อกแล้วโน๊ะ อ่านมาจนถึงตอนนี้ได้ แอดมินขอขอบคุณเลยค่ะที่สละเวลาอ่าน อะไรที่ฟังแลดูใช้งานได้ก็ลองเอาไปปรับใช้ดูนะคะ หรือ มีวิธีไหนขาดตกไป ก็ลองมาแชร์กันได้ค่ะ 😊 ไปแระ ขอบคุณรับฟังก๊าบบ
0
0
6

Admin

Admin
More actions
bottom of page